คำถามที่พบบ่อย

คำตอบ: บริษัทติดตามปัจจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ ความต้องการใช้เหล็ก ราคาวัตถุดิบ นโยบายการค้าระหว่างประเทศ มาตรการภาครัฐ รวมถึงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งล้วนส่งผลต่ออุปสงค์ อุปทาน และราคาสินค้า บริษัทจึงมุ่งเน้นการบริหารธุรกิจให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด พร้อมบริหารห่วงโซ่อุปทานให้สมดุล เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

คำตอบ: บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของตลาดและปริมาณสินค้า พร้อมบริหารสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสภาวะตลาด เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า และลดความเสี่ยงจากการมีสินค้าคงคลังส่วนเกิน ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ โดยติดตามแนวโน้มราคาวัตถุดิบ ต้นทุนการขนส่ง และปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความผันผวนของตลาด รักษาความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

คำตอบ: บริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า การแปรรูปเหล็กตามความต้องการของลูกค้า ความหลากหลายของสินค้า ความพร้อมในการส่งมอบ และการบริหารห่วงโซ่อุปทานร่วมกับพันธมิตร เพื่อสร้างความพึงพอใจและความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า พร้อมการให้บริการที่ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต การก่อสร้าง และผู้ประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างทั่วไป เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการที่ต้องการได้อย่างครบวงจรในที่เดียว ช่วยลดความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจของลูกค้าดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง

คำตอบ: บริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน พัฒนาเทคโนโลยีและระบบดิจิทัล ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยพิจารณาโอกาสการลงทุนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายปริมาณการขายที่ 850,000 ตัน โดยในไตรมาสที่ 1/2569 มีปริมาณขายที่ประมาณ 221,000 ตัน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 26 ของเป้าหมายทั้งปี ซึ่งเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ บริษัทจะยังคงมุ่งเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่ม บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และขยายโอกาสทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายและสร้างผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

คำตอบ: บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิหลังหักเงินสำรองตามกฎหมาย ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน และแผนงานการลงทุนของบริษัทในอนาคต ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนสามารถดูข้อมูลและประวัติการจ่ายเงินปันผลย้อนหลังได้ที่ www.tmtsteel.co.th/นักลงทุนสัมพันธ์/ข้อมูลผู้ถือหุ้น/เงินปันผล